2007/Sep/04

หลังจากที่ไปทบทวนอะไรบางอย่างมาแล้ว

ฉันก็ลงมือกดโทรศัพท์ไปยังปลายสายที่คุ้นเคย

ไม่มีแล้วทิฐิ ไม่มีแล้วความรู้สึกน้อยใจ

หากต่างคนต่างมัวทิฐิกันอยู่ แล้วเรื่องราวต่างมันจะจบลงได้อย่างไร

แม่เหรอ ทำไรกันอยู่ ทำไมโทรไปไม่มีใครรับโทรศัพท์เลย

ฉันบ่นหลังจากที่ปลายสายปล่อยให้ฉันกดโทรศัพท์เป็นรอบที่สาม

นั้นใครพูด เง้อ ดูแม่ฉันพูดดิ ยังงอนไม่หาย

หน่อย ลูกของแม่ไง หายใจเข้า หายใจออก นับ1-10 ในใจ ใจเย็นๆๆ ท่องไว้

อ่าวเหรอ เกือบลืมไปแล้ว ให้ตายดิ นี่แหละแม่ฉัน แล้วจะให้ฉันอดใจไม่ทะเลาะด้วยได้ไง

กินข้าวยัง ถามไปเหมือนปกติ

งื่ม กินแล้ว แล้วโทรมาทำไม ยังไม่เลิกน่ะแม่นี่

ก็คิดถึง เลยโทรมาหาไง คราวนี้แหละ ต่างคนต่างเงียบ

เรื่องที่มันผ่านไป ก็ปล่อยให้มันผ่านเหอะแม่ อย่าชวนทะเลาะเลย

แล้วสุดท้าย เรื่องราวก็จบลง ตรงที่เราทั้งสองยอมลดทิฐิของตัวเองลงมา

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น อันที่จริงฉันน่าจะเข้าใจแม่มากที่สุดซิน่ะ

แต่บางครั้ง แม้จะเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็เผลอตัวขึ้นเสียงกับแม่

อดไม่ได้ที่จะทะเลาะและอารมณ์เสียกับแม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโตขึ้นมาอีกนิด

จากเมื่อก่อน ไม่เลย ไม่มีทางที่ฉันจะง้อก่อน

เนื่องด้วยถือทิฐิว่า ฉันไม่ผิด แล้วเรื่องอะไรฉันจะต้องง้อ

เมื่อเวลาผ่านไป มันทำให้ฉันรู้ว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่คนผิดจะต้องเป็นฝ่ายง้อ

ต่อจากนี้ไป คาดว่าสถานการณ์ในบ้านคงจะดีขึ้นกว่าเดิม

แม้มันจะไม่เป็นสีขาวไปซะเลย แต่มันก็ยังดีกว่าเทาทีมๆๆ

และในอนาคต หวังว่ามันคงจะค่อยๆๆสว่างสดใสขึ้น

จนในวันหนึ่ง มันจะกลับมาสดใสขึ้นเหมือนเดิม ((เอะ เดิมมันเป็นสีไรหว่า ๕๕๕))

วันนี้วันแรกที่ต้องขับรถเอง โดยไม่มีใครนั่งข้าง

แปลกๆๆ ตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ก็พอเอาตัวรอดกลับไปได้

กลับรถผิด 1 ที่ รถดับ 1 รอบ โดนคันหลังบีบแตรใส่อีก 1

สุดท้ายก็กลับมาถึงออฟฟิตได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ชน แต่...
... ดันจอดคล่อมช่องจอดรถนี่ซิ
^^

งานที่มี เริ่มเคลียร์ไปได้หนึ่งงานแล้ว

แม้จะเป็นการเคลียร์ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แต่มันก็ถือว่าพอใช้ได้

งบ อัพเดตขึ้นมาหน่อย เริ่มจะเป็นปัจจุบันแล้ว เย้ๆๆๆ

กลัวอย่างเดียว กลัวจะได้งานใหม่เข้ามาอีก ((ให้หนูได้พักบ้างเหอะค่ะผู้จัดการ))

ต้นเดือนนี้ คอนโทรลเรื่องการใช้เงินได้ค่อนข้างดี

เนื่องด้วยยังไม่ได้ซื้อของอะไรเลย

หนังสือที่อยากได้ กางเกงตัวที่จองไว้ รองเท้าเดิมก็เริ่มพัง

โอยๆๆๆ มีแต่รายจ่ายรออยู่ ไหนสิ้นเดือนที่ออฟฟิตจะไปเที่ยวทะเลกันอีก -*-

เวลาว่างมีมากขึ้น ฉันคงจะต้องเอามันไปอ่านหนังสือบ้างแล้ว((หนังสือสอบน่ะ))

ใกล้ถึงเวลาสอบเข้ามาทุกที ฉันยังไม่ได้เตะหนังสือเลย

ปัจจัยความเสี่ยง และต้นทุนที่จะต้องเสียไปในการสอบมันมีเยอะ

หากไม่มั่นใจ ในครั้งนี้ ฉันก็คงต้องรอถึงปีหน้าเลยทีเดียว

ปล.

- อย่างน้อยก็พอมีเรื่องทำให้ยิ้มได้บ้างแล้ว

- ในเมื่อตัดสินใจแล้ว สิ่งที่ทำได้คือ ก้าวไปข้าวหน้าอย่างมั่นใจ

- คิดถึงสายรุ้งและฟ้าหลังฝนจัง

2007/Sep/03

หลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจหลายๆอย่างได้ผ่านไป

พอทำใจได้บ้างแล้วแหละ บางครั้งการปล่อยวางคือสิ่งที่ดีที่สุด((มั้ง))

ถ่าเรายังยึดติดกับสิ่งนั้นอยุ่ เราเองนั้นแหละที่ต้องเป็นทุกข์

เราผูกใจเจ็บ โกรธแค้นเคืองเขา เขารู้กับเราไหม มีแต่เรานั้นแหละเจ็บปวด

ฉันก็ไม่รู้ว่าจะคิดแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร((จริงป่ะ))

บางทีทำอย่างประโยคข้างต้น เราอาจจะสบายใจขึ้นมาก็ได้

อย่างน้อย เราก็อยู่ส่วนเรา ไม่ต้องไปสนใจ หรือเก็บเอาคำพูดอะไรของเขามาคิด

ช่วงนี้การเปลี่ยนแปลงเยอะ แม้จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

แต่ฉันก็ยังเป็นฉันเหมือนเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนไปตามสิ่งรอบข้าง

อย่างนี้แหละ บางทีฉันก็ดื้อรั้นเกินไปสำหรับบางเรื่อง

แต่กับบางเรื่อง ก็หัวอ่อนซะแบบว่า ไม่ต้องมีใครมาเป่าหูก็โอนเอียง

เรื่องครอบครัว ตั้งแต่วันที่ทะเลาะกับแม่วันก่อน

ตั้งแต่ที่พ่อโทรมาวันนั้น ตั้งแต่ที่ฉันตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้อีก

ฉันก็ไม่ได้โทรกลับไปบ้านอีกเลย ((กี่วันผ่านมาแล้วล่ะนี่))

ฉันรู้ว่าฉันน่ะทิฐิ ฉันรู้ว่าตัวเองผิด

แต่นั้นแหละ ทั้งๆที่รู้แต่ฉันก็ไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง

ไม่ได้โกรธแม่หรอกที่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้โทษพ่อน่ะ ที่พ่อทำแบบนี้

แต่ฉันโกรธ โกรธที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย

((หมดอารมณ์เล่าซะงั้น ถ้ามีเวลาจะมาอัพต่อเน้อเจ้า))

ปล.
- มีคนชอบวินทร์เหมือนกันด้วยแหะ
- พี่สาว จะหายไปไหน น้องสาวสบายดีป่ะ

2007/Aug/31

มองภาพพี่สาว((ที่แสนจะสนิท)) นั่งเก็บของอยู่ที่โต๊ะทำงาน
พยายามจะไม่มอง พยายามที่จะไม่เดินไปหา
พยายามที่จะไม่คิดอะไรมาก พยายามที่จะไม่ร้องไห้

เลิกงาน รบเร้าพี่แกให้เทรนโปรแกรมที่จะต้องพรีเซนต์พรุ่งนี้ให้
พวกเพื่อนๆๆต่างตั้งใจฟังกัน แต่สำหรับฉันไม่...
มอง... ฉันมองหน้าพี่แกเวลาพูด เวลาที่พี่แกยิ้ม
นึกย้อนถึงเวลาหกเดือนที่ฉันได้เข้ามาอยู่ที่นี้

เวลาหกเดือนมันผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะ
แล้วมันก็เร็วจนใจหาย ที่ฉันเพิ่งรู้ข่าวว่าพี่สาวจะลาออกสิ้นเดือน
เวลาหนึ่งอาทิตย์ไม่ได้ช่วยให้ฉันทำใจได้เลย
ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกว่า ทำไมมันกระทันหันขนาดนี้

พี่แกพยายามสอน พยายามให้กำลังใจ
เพื่อที่ฉันจะได้ทำงานต่อได้อย่างมีความสุขกับงาน
ไม่ใช่ฉันไม่อยาก มีความสุขกับงานที่ทำหรอกน่ะ
แต่สิ่งต่างๆที่รับรู้ สิ่งต่างๆที่สัมผัสมันทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นไม่ได้

"ทำงานที่ไหนมันก็เหมือนกันหมดแหละ ต้องเจอปัญหาแบบนี้กันทั้งนั้น"
คำพูดอาจารย์ที่รู้จักกันพูดปลอบใจ สงสัยแกจะกลัวฉันอยู่ไม่ครบปี
มันก็จริงอย่างที่อาจารย์ว่าอ่าน่ะ หากยังอยากที่จะทำงานแบบนี้อยู่
แม้จะไปอยู่ที่ไหน มันก็เจอปัญหาแบบนึ้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ
((ก็น่ะ ทั้งออฟฟิต ร้อยละ 98 มีแต่ผู้หญิง แล้วยังอายุไล่เลี่ยกันอีก))

แม้จะพอทำให้มาบ้างอยู่แล้วกับปัญหานี้
แม้จะทำใจให้ยอมรับกับปัญหาและสิ่งที่จะต้องพบเจออยู่บ้าง
แต่มันก็อดที่จะท้อ อดที่จะคิดมากไม่ได้อยู่ดี

"เอาน่า เดียวก็ชินเอง" อาจารย์บอกมาอย่างนั้น
นั้นซิน่ะ เดียวมันก็ชินเองแหละ ((แต่ว่าจะใช้เวลากี่ปีกันน่ะ))
คงต้องให้มันชินเอง เพราะถ้าจะให้มันดีขึ้นคงจะไม่มีทางเป็นไปได้

ย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องที่ทำให้ใจหาย
ตอนเย็นเลิกงาน นั่งกินขนมจันกันในห้องครัว
จับเข่าคุยกันกับเพื่อน กับพี่สาวอย่างสนุกสนาน
ตอนที่สนุก คนเรามักจะไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วนี่เนอะ

พอตอนจะเดินออกมาส่งพี่สาวที่หน้าออฟฟิต
น้ำตามันมาจากไหนหว่า ร้องไห้ซะงั้น ((น่าอายชะมัด นิภาพร))
แล้วเราก็พากันร้องไห้กันหมด เฮ้อ พี่แกไปแล้วฉันคงทำงานอึดอัดขึ้น
ทุกทีเวลามีปัญหา ก็ได้พี่เขานึ่แหละ ที่คอยช่วยเหลือมาด้วยตลอด

เวลาหกเดือน ทำให้เราสนิทกันได้มากขนาดนี้เหรอ???
เหตุผลลึกๆๆนั้นมันคืออะไรกันน่ะ
เพราะเรามาจากจังหวัดเดียวกัน???
เพราะว่าเราจบมาจากสถากันเดียวกัน???
หรือเพราะว่า เราจริงใจต่อกัน???

ยังไงพี่สาวก็ต้องออกอยู่ดี สิ่งที่ฉันต้องทำต่อไปคือ
ตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด
ปัญหาที่ต้องพบเจอ ฉันคงต้องพึ่งตัวเองแล้วแหละงานนี้
สู้ตาย... สู้ให้มันตายไปเลยดีกว่า เฮ้อ...

ปล.
- พี่ที่ออฟฟิตก็มีที่ท่าว่าจะลาออกอีกสอง
- พี่ลี่ ติดแท็กไว้ก่อนน่ะคะ
- เมย์จ๋า อวยพรแล้วจ๊ะ